Prologue...
เสียงฝีเท้าย่ำกระทบพื้นถนนดังเป็นจังหวะกระชั้นถี่ระรัว
ดังตัดแทรกกระแสสงัดงันยามรัตติกาล สองฝีเท้าจ้ำอ้าวไปเบื้องหน้าด้วยความเร่งรีบ
ไอควันขาวจางพวยพุ่งออกมาจากริมปากตามจังหวะลมหายใจที่พ่นลอดผ่านออกมา ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศอยู่ครู่ใหญ่
วาดใยควันขุ่นคล้ายเส้นไหมแผ่ล้อมรอบใบหน้า และเลือนจางหายไปตามกาลเวลา เส้นผมยาวดำขลับดั่งผืนฟ้ายามค่ำคืน
ปลิวสยายไปตามแรงลมที่พัดผ่านมา เรียกให้ซี่ฟันต้องกระทบสบกันระรัวถี่ด้วยความหนาวสะท้าน
ยูริ ได้แต่นึกก่นด่าตัวเองอยู่ในใจที่เกิดนึกครึ้มคิดอยากจะมาเดินเล่นรับลมเย็นฉ่ำยามค่ำคืน
แทนการจับรถไฟฟ้าใต้ดินกลับบ้านอย่างที่เคยทำเป็นประจำทุกครั้งไป ...ก็เลยได้รับลมเย็นจนยะเยือกสะท้านไปถึงทรวงสมใจอยากไปเลย
ก็เกิดบ้าอุดตริคิดอยากจะมาเดินรับลมในฤดูหนาวแบบนี้
...ก็สมควรแล้ว!
ได้แต่ก่นบ่นทับถมตัวเองอยู่ในใจไปเรื่อย
พึมพำเสียงงึมงำตะกุกตะกักกึก ๆ เพราะปากมันสั่นเป็นเจ้าเข้าด้วยความหนาวเหน็บยามราตรีในฤดูหนาว
หวังให้สมองหันพุ่งความสนใจไปกับเรื่องอื่นแทนความหนาวสะท้านที่มันมาโอบล้อมร่างกายของเธอจนแทบจะแข็งตายแบบนี้
ดีที่วันนี้เธอพกเอาเสื้อโค้ทหนังตัวหนามาด้วย
เลยได้มันช่วยให้ไออุ่นแก่รางกายเธอได้อยู่มากโข
เพิ่งจะต้นฤดูหนาวเอง ทำไมมันถึงได้หนาวขนาดนี้กัน!
ยูริเดินจ้ำอ้าวไปบนริมถนนในซอย
เร่งมุ่งตรงสู่ที่พักพิงของเธอ แม้ในใจอยากจะวิ่งแทบขาด
แต่ลมยะเยือกที่พัดปะทะตัวตอนนี้ ก็ทำเอาขาแข็งทื่อจนก้าวเท้าแทบไม่ออกอยู่แล้ว
ถ้าให้วิ่งฝ่าลมเย็นแบบนี้ไป คงได้แข็งตายก่อนจะถึงห้องพักอันแสนอุ่นสบายของเธอเป็นแน่
เสียงฝีเท้ายังคงดังถี่กระชั้นตัดกับความเงียบงันวิเวกวังเวงยามราตรี
อากาศหนาวเหน็บดูเหมือนจะหน่วงให้ทุกอย่างดูหยุดนิ่ง เนิบนาบในความคิดเธอเสียเหลือเกิน
บ้านเรือนตลอดสองข้างถนนที่เดินผ่าน ดูเงียบสงบไร้ชีวิตชีวา
ไร้แสงไฟเล็ดลอดผ่านหน้าต่างมา แตกต่างไปจากค่ำคืนในฤดูอื่นลิบลับ
ที่บ้านหลายหลังมักจะอยู่ทำกิจกรรมกันถึงดึกดื่น
ไม่รีบเร่งเข้านอนกันเสียเร็วแบบนี้
ราวกับว่าความหนาวเย็นในฤดูหนาวจะร่ายมนต์สะกดให้ผู้คนง่วงงุนกันไปหมด...
มีเพียงแสงไฟสลัวจากโคมไฟริมทางเท่านั้น
ที่ทอแสงให้เธอมองเห็นเส้นทางยามความมืดมิดโรยรายเข้ามา ดูเหมือนว่า แม้กระทั่งแสงจากโคมไฟก็ยังโดนอิทธิพลความเนิบนาบของฤดูเหมันต์ด้วย
เพราะมันดูจะทอเพียงแสงสลัวมัวหม่นเสียเหลือเกินในความคิดของยูริ
นี่กระทั่งแสงไฟยังดูจะหมดแรงเลยเหรอเนี่ย อากาศหนาวเย็นนี่น่ากลัวชะมัด!
บรรยากาศรอบตัวที่โอบรายล้อมยูริเอาไว้นั้นนิ่งสงบ
ไร้ซึ่งสิ่งใดเคลื่อนไหวไปนอกเสียจากตัวเธอเอง ...ที่กำลังรีบเร่งเดินจ้ำให้เร็วที่สุดเท่าที่เธอจะทนลมเย็นเข้าปะทะร่างได้
ยามที่รัตติกาลโรยรายลงมาโอบล้อมสรรพสิ่งจนมืดมิด
คลับคล้ายคลับคลากับว่า มันได้นำพาให้ทุกสรรพสิ่งนิ่งงันดุจดั่งหยุดตรึงรั้งวงล้อแห่งกาลเวลาไว้ไม่ให้หมุนวนต่อไป
...แม้แท้จริง เวลาจะยังคงไหลต่อไปท่ามกลางสรรพสิ่งทั้งหลายที่นิ่งสงบไม่เคยหยุดนิ่ง...
เหมือนกับตอนนี้ ที่รอบตัวของยูริมีแต่ความนิ่งงัน มีเพียงสายลมเย็นเฉียบที่พัดผ่านร่างเธอที่กำลังรุดเดินหน้าเท่านั้นที่เคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางบรรยากาศนิ่งเนือง
ณ ค่ำคืนนี้...
นี่ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง นอกเหนือไปจากความหนาวสะท้านทรวง
ที่ทำให้ยูริเร่งก้าวเดินให้ไวขึ้นอีก ...บรรยากาศวังวิเวงเวกชวนให้ขนหัวลุกซู่ยามค่ำคืนแบบนี้
ไม่น่าปลอดภัยต่อคนขวัญอ่อนอย่างยูริเอาเสียเลย
ตลอดตรอกซอกซอยสองข้างทางของถนนที่เธอเดินอยู่
แสงจากโคมไฟแต่ละต้นทอดประทับทอเป็นช่วง ๆ ก่อให้เกิดแสงสว่าง
และเงาทึมทึบทาบทับไปหลายจุด ซึ่ง ณ ที่ที่แสงสว่างทอดไปไม่ถึงนั้น
ก็ดูขมุกขมัวคล้ายกับจะมีบางสิ่งกระโจนโผล่ออกมาได้ทุกเมื่อ บางครั้งก็ดูราวกับว่าเงามืดนั้นจะก่อก็เป็นรูปร่าง
และขยับเคลื่อนไหวได้อยู่ทางหางตาของเธอ แต่เมื่อหันไปมอง
ก็พบเพียงกำแพงอิฐดำมืดสงบนิ่งสนิทยืนจ้องตอบเธอกลับมาเงียบ ๆ เพียงเท่านั้น
...ทุกครั้งที่ยูรินึกหลอนว่าจะมีสิ่งใดโผล่ออกมาท่ามกลางบรรยากาศนิ่งงันวังเวงนี้
สองเท้าของเธอก็จะก้าวเร็วขึ้นอัตโนมัติอย่างลืมเลือนความหนาวเหน็บที่เข้าปะทะล้อมร่างของเธอไป
เดินมาได้ไกลเกินพอควรแล้ว
เหลือระยะทางอีกไม่ไกลเท่าไรก็จะถึงห้องพักแสนสุขของเธอเองแล้ว
คิดให้กำลังใจตัวเองได้ดังนั้น ยูริก็ฉีกยิ้มแก้มแทบปริ รีบเดินลั้ลลา พาร่างเพรียวกระชับสมส่วนของเธอไปด้วยความเร็วที่เพิ่มมากขึ้น
ผลักเอาอาการสั่นขวัญประสาทหลอนต่อมุมมืดริมทางเดินทิ้งกองไว้ลึกสุดกู่ในห้วงจิต
เหยียบให้มิด ไม่ให้ไปนึกถึงมันได้อีก
...แต่นั่นก็เป็นได้แค่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
ใกล้ถึงทางเลี้ยวโค้งที่ถนนทางเดินนั้นหันเหเปลี่ยนทิศทางของมันตามปกติ
...โค้งสุดท้าย ก่อนที่ถนนจะทอดยาวเป็นเส้นตรงจนถึงที่พักของเธอ...
ยูริเดินเลี้ยวตรงหัวมุมโค้งไปตามปกติอย่างที่เธอเคยทำทุกครั้งที่ใช้ถนนสายเล็กเส้นนี้
...เพียงแต่ครั้งนี้มันแตกต่างไปจากทุกครั้ง
เพราะเมื่อยูริก้าวเดินจนผ่านโค้งนั้นไป เผชิญหน้ากับถนนเส้นเล็กที่ทอดตัวยาวที่ข้างถนน
มีบันไดหินชันทอดตัวยาวขึ้นไปยังเนินหญ้าด้านข้าง
มันคงเป็นเหมือนปกติอย่างที่มันควรจะเป็น ถ้าไม่ใช่เพราะ
...บนขั้นบันไดหินเย็นเฉียบที่ทอดยาวริมทาง
เธอได้เห็นเงาทึบสลัวลางของบางสิ่งที่ดูคล้ายกับก้อนตะคุ่มเมื่อมองจากจุดที่เธออยู่
...ขนอ่อนทั่วทั้งร่างของยูริสะดุ้งลุกตั้งตรงแหน่วพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ในสมองของยูริกำลังคิดเตลิดไปต่าง ๆ
นานากับจินตภาพว่าสิ่งขมุกขมัวบนขั้นบันไดหินจะกลายร่างเป็นอะไร
...สุดแท้แต่สมองของเธอจะรังสรรค์ขึ้นมาได้ ...ใจหนึ่งนั้นยูริอยากจะหันหลังกลับวิ่งไปยังทางที่ผ่านมาอย่างช่วยไม่ได้
...แต่อีกใจหนึ่ง (ที่มีสติสัมปชัญญะดี) ก็บอกว่าเป็นแค่เงาลวงตาที่ทำให้เธอคิดไปเองเท่านั้น...
คนขี้กลัวอย่างยูริตัดสินใจเดินต่อไปเบื้องหน้า
แม้ด้านในทรวงมันกำลังกระหน่ำระรัวด้วยความระทึกอยู่ก็ตามที
สองเรียวขาพร้อมทุกเมื่อที่จะโกยอ้าวทันที หากเกิดอะไรขึ้น
ยิ่งเดินเข้าไปใกล้กับขั้นบันไดหินข้างทางมากเท่าใด
เจ้ากลุ่มก้อนเงาทึบนั้นก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างให้เธอเห็นเด่นชัดมากขึ้นทุกที
แจ่มชัดแจ้งยิ่งขึ้นจนเธอได้รู้ว่าเจ้าเงาตะคุ่มนั้นแท้จริงแล้ว
เป็นเพียงร่างเล็กย่อมเยาของเด็กน้อยคนหนึ่ง ที่อยู่ในลักษณะห่อตัวคุดคู้กดศีรษะฝังจมไปกับเข่าที่ตั้งชันขึ้นมาแทบมิดหัว
จนดูคล้ายกับก้อนกองเสื้อผ้าบนขั้นบันไดหิน
ร่างเล็กที่นั่งคู้กอดตัวเองอยู่บนขั้นบันไดหิน ...ช่างดูเดียวดายอ้างว้างเสียเหลือเกินในสายตาของยูริ
ยูริได้แต่งงงันที่มาพบเด็กน้อยคนหนึ่งนั่งจุ้มปุ๊กกอดเข่าคุดคู้บนขั้นบันไดอย่างโดดเดี่ยว
ไร้ซึ่งพ่อแม่ หรือ ผู้ปกครองที่ควรจะอยู่ดูแล
ท่ามกลางอากาศหนาวยะเยือกของฤดูหนาวกลางความมืดมิดของกลางคืน ...ไม่ใช่สถานที่
และเวลาที่ควรปล่อยให้เด็กตัวน้อยคนหนึ่งอยู่ตามลำพังเอาเสียเลย...
หรือจะพลัดหลงกันนะ...
ด้วยจิตสำนึกพลเมืองดีอันเปี่ยมล้นอยู่ภายใน
ยูริไม่ลังเลที่จะรีบปรี่เข้าไปหาเด็กน้อยที่นั่งคู้ตัวอย่างเดียวดายเลย
เรียวขาทั้งสองเร่งก้าวย่างไปหาเด็กน้อยด้วยความรวดเร็วจนเกือบกลายเป็นวิ่ง
ส่วนปากก็ออกเปล่งเสียงเรียกให้เด็กน้อยรับรู้ว่ามีพลเมืองดีคนหนึ่งกำลังจะให้ความช่วยเหลือเธอแล้ว...
“หนู...
เป็นอะไรรึเปล่าจ้ะ ทำไมมานั่งอยู่คนเดียวกลางดึกแบบนี้ล่ะ...”
ยูริใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนจนแทบจะคล้ายปลอบปะโลมกับเด็กหญิงน้อยแปลกหน้า
ด้วยกลัวว่าเด็กตัวน้อยอาจจะตกใจ และอาจจะไม่กล้าพูดคุยด้วยตามประสาเด็กที่ไม่คุ้ยเคยกับคนแปลกหน้า
เธออนุมานเอาจากเส้นผมบนศีรษะเล็ก
ที่มันทิ้งตัวยาวลงมาเลยบ่าว่าเด็กคนนี้คงเป็นเด็กหญิง ...แม้จะมองจากระยะไกล
ที่ความมืดโรยรายอยู่รอบตัว แต่ยังไม่อาจบดบังความสวยงามของเส้นผมสีอ่อน ที่คล้อยตัวลงมาสยายบนแผ่นหลังน้อยของเด็กหญิงได้เลย
ยิ่งอยู่ท่ามกลางรัตติกาลที่โอบล้อม ก็ยิ่งขับให้ผมสีอ่อนนั้นเด่น
ราวกับว่ามันเรืองรองได้ในความมืดมิด
เพียงไม่กี่ย่างก้าวยาว ๆ
ยูริก็พาตัวเธอมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเด็กน้อยในความคิดของเธอ... จากรูปร่างเล็กบอบบางที่มองเห็นได้จากระยะไกลในความมืด
ทำให้เธออนุมานเอาไปเองว่า
เป็นเด็กน้อยคนหนึ่งที่มานั่งห่อตัวสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บของฤดูหนาว
แต่เมื่อเข้ามาใกล้ในระยะประชิดแบบนี้
และศีรษะของเด็กน้อยที่เงยหน้าขึ้นจากเข่ามามองหน้าเธอตามเสียงเรียก ยูริก็พบว่า ...เธอเข้าใจผิดไปอย่างมหันต์
ด้วยรูปร่างที่แม้จะดูเล็กประหนึ่งเด็กตัวน้อยคนหนึ่ง
แต่บางอย่างที่มันแทบจะทะลักล้นออกมาให้เห็นได้แจ่มแจ้ง
แม้จะอยู่ภายใต้เสื้อยืดทาบทับ จนทำให้เธออดรู้สึกอิจฉาขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ...บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าตรงหน้าเธอนี้ไม่ใช่เด็กหญิงเยาว์วัยอย่างแน่นอน
แต่ที่ทำให้ยูริมั่นใจว่าหญิงตรงหน้าถ้าไม่ใช่เด็กน้อยนั้น
ไม่ใช่เพียงเพราะลักษณะทางกายวิภาคเท่านั้น...
เมื่อเธอได้ประสานสบเข้ากับดวงตากลมโตใสกระจ่าง
ที่อยู่ภายในเปลือกตาเรียวเล็กบนใบหน้าแสนเดียงสาของอีกฝ่าย ...ประกายพราวระยับฉ่ำล้ำลึกดุจดั่งห้วงนทีไร้ก้นบึ้ง
จ้องสบตอบกลับดวงตาเธอ ...แววตาแสนลึกล้ำ แบบที่ไม่มีทางปรากฏในแววตาของเด็กเล็กไร้เดียงสาอย่างเด็ดขาด
“ขอโทษค่ะ ที่ฉันเข้าใจผิดนึกว่าคุณเป็นเด็กไป...”
เมื่อเห็นว่าเธอเองเข้าใจผิดไป ก็รีบเอ่ยขอโทษขอโพยกับหญิงแปลกหน้าร่างเล็กในทันที
“เอ่อ... คุณมีปัญหาอะไรรึเปล่าคะ ทำไมถึงได้มานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว” และยังไม่ละทิ้งหน้าที่พลเมืองดีในจิตวิญญาณไป...
หญิงสาวร่างเล็กแปลกหน้าไม่ได้ตอบคำถามที่เธอถามไป
หล่อนทำเพียงแค่เงยหน้าค้างนิ่ง หล่อนนั่งจ้องมองเธอแทนที่จะตอบรับ
ใบหน้าใสราวกับเด็กน้อยนั้นจ้องมองเธอค้างนิ่ง
หญิงสาวเอียงคอเล็กน้อยคล้ายกับอาการของเด็กช่างสงสัย ริมผีปากอิ่มได้รูปที่เคยแนบสนิท
เผยออ้าเล็กน้อย ...ทำให้ลักษณะท่าทางของสาวร่างเล็กตรงหน้าเธอตอนนี้
ดูน่ารักน่าชังอย่างบอกไม่ถูก
ความเงียบโรยตัวแผ่ความงันโอบล้อมยูริกับสาวแปลกหน้า
เมื่อหญิงสาวร่างเล็กตรงหน้ายังคงนิ่งเงียบ จ้องมองเธอกลับมาด้วยนัยน์ตาทอประกายดั่งห้วงนทีลึกเพียงอย่างเดียว
ซึ่งมันก็ทำให้ยูริรู้สึกประหลาดเก้อเขินอย่างบอกไม่ถูก
แต่เธอก็ไม่อาจจะหลบสายตาคู่นั้นได้ ...สายตาที่ดูเหมือนจะทะลุทะลวงผ่านทุกสิ่งทุกอย่าง
สมองอันแสนจะฟุ้งซ่านของยูริเริ่มคิดประมวลหาสาเหตุอาการนิ่งเงียบไม่ตอบโต้ของคนตรงหน้าโดยอัตโนมัติไปต่าง
ๆ นา ๆ
...เธออาจจะแค่ไม่ชอบพูดกับคนแปลกหน้าล่ะมั้ง
หรือ เธออาจจะไม่ไว้ใจคนแปลกหน้าที่จู่ ๆ เข้ามาทัก ...ไม่สิ ต้องลบข้อนี้ทิ้งซะ
เพราะยูริมั่นใจว่า เธอเองไม่ได้ดูมีท่าทางไม่น่าไว้วางใจขนาดนั้น....
หรือ เธอจะมองว่าจุ้นจ้าน ที่เข้ามายุ่งกับเธอทั้งที่ไม่รู้จักกันนะ...
เอ้ะ หรือ ว่าเธอจะเป็นใบ้!!!
...และอีกหลายสารพันเหตุผลที่สมองยูริจะคิดสะระตะขึ้นมาได้
...ไม่มีที่สิ้นสุด
แต่ก่อนที่สมองแสนจะฟุ้งซ่านของยูริจะเตลิดไปไกลกว่านี้
ความเงียบงันชวนให้กระอักกระอวนสำหรับยูริก็สิ้นสุดลง ด้วยเสียงที่ดังแทรกเข้ามาขจัดมันให้หายไป
พร้อมน้ำเสียงใสราวกับกระพรวนแก้วที่ยูริเพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรก ...ในชีวิต
โครกกก คราาากกกก——
คิ้วบนใบหน้าดุจเด็กน้อยนั้นขมวดยู่เข้าหากัน
แก้มที่ดูนุ่มนิ่มพองลมขึ้นอีกหน่อย ปากอิ่มที่เคยอ้าเผยอก็ห่อตัวยื่นยู่ออกมาแทน ...เป็นอีกครั้งที่ผู้หญิงแปลกหน้าคนนี้ทำหน้าตาน่ารักน่าหยิกให้ยูริได้เห็น...
หญิงสาวก้มใบหน้าลงไปซบกับเข่าของหล่อนอีกครั้ง สองแขนเล็กกอดห่อตัวถูไถไปมา
พร้อมกับเสียงพึมพำงุ้งงิ้ง ที่ใสกระจ่างปานกระดิ่งลมยามต้องลมพัดในงานเทศกาล เสียงครางงุ้งงิ้งที่ชวนให้เคลิบเคลิ้ม ...ตัดข้อสันนิษฐานที่ว่าหญิงคนนี้เป็นใบ้ทิ้งไปได้อีกข้อ
“หิวว~ หิวชะมัดเลยยย~ งื้ออ~~”
คนอะไร น่ารักแม้กระทั่งเสียง!!
หญิงสาวครางบ่นเสียงอู้อี้ในลำคอลอดผ่านหัวเข่าหล่อนออกมา
ถูไถใบหน้าของเธอเองไปกับหัวเข่าที่ตั้งชันขึ้นมา ราวกับว่ามันจะช่วยให้หล่อนหายหิวได้
เสียงบ่นกระปอดกระแปดง้องแง้งดังเล็ดลอดออกมาให้ยูริได้ยินตลอดไม่ขาดสาย ...คล้ายกับท่วงทำนองจังหวะเพลงบรรเลงขับกล่อมยามราตรีชั้นดีดั่งเพลงคลาสสิก
ล่อลวงให้ยูริจมดิ่งไปในภวังค์แห่งทำนองโดยเผลอไผลไม่รู้ตัว
แต่แล้วเจ้าหล่อนก็เด้งศีรษะขึ้นมา
ทำเอายูริที่กำลังเคลิบเคลิ้มไปกับการฟังท่วงทำนองเสียงบ่นงุ้งงิ้งอู้อี้นั้น และโน้มตัวเข้าไปใกล้หญิงสาวตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
สะดุ้งตัวตกใจตามไปด้วย หญิงสาวเงยเด้งใบหน้าเงยมองมาที่ยูริ นัยน์ตาคู่กลมโตในเปลือกตาเรียวทอประกายฉ่ำวาวแจ๋วแหวว
ดูปิ๊งปั๊งเสียจนยูริ ที่เผลอสบกับดวงตาคู่นั้น รู้สึกขนลุกเกรียวกราวไปทั่วทั้งกาย
...หญิงสาวจ้องมองตรงมาที่เธอไม่ได้กระพริบตาเลยแม้แต่น้อย
ริมปากอิ่มคลี่ยิ้มกว้าง จนยกแก้มนุ่มให้ยกตัวขึ้นสูง ดันให้เปลือกตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวอย่างน่ารักน่ามอง
...อุ ขนาดรอยยิ้มยังสว่างจ้า
ส่งพลังทำลายล้างสูงเลย!!
สองมือเล็กที่เคยกอดเข่าตัวเองอยู่นั้น
เอื้อมมาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของยูริ สัมผัสอุ่นสะท้านแผ่มาให้แก่มือของยูริที่ตอนนี้เย็นเฉียบจากความหนาวของอากาศยามค่ำคืน
...ไออุ่นจนเกือบร้อน จนยูริได้แต่นึกแปลกใจกับสาวแปลกหน้าร่างเล็กตรงหน้า ที่ยังสามารถรักษาความอบอุ่นในร่างกายได้
แม้จะมานั่งตากอากาศหนาวในฤดูหนาวอยู่แบบนี้ ทั้งที่เสื้อผ้าที่ใส่ก็เนื้อบางกว่าของยูริอยู่มาก
ใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นฉีกยิ้มกว้างมากขึ้นไปอีก
ดวงตาเป็นประกายจ้ายิ่งกว่าเก่า พร้อมกับแรงรัดข้อแขนที่มากขึ้น ดึงรั้งให้ยูริให้เข้าไปใกล้กับหล่อนจนเกือบแทบจะเกยกัน
ดวงหน้าที่เคยคลี่ยิ้มกว้างอย่างน่ารัก บัดนี้แปรเปลี่ยนมาเป็นใบหน้าออดอ้อนราวกับลูกหมาตัวน้อยขี้เหงาน่ารัก
...ดวงตาโตแป๋วทอประกายออดอ้อนอย่างไม่ปิดบัง เปลือกตากระพริบปริบปรับ
ปากอิ่มยกรั้งขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับแก้มนิ่มที่ถูไถเข้ากับแขนเสื้อของยูริ ...ยามที่หญิงร่างเล็กตรงหน้าเอ่ยพูดกับเธอออกมา
ด้วยประโยคที่ทำให้เธอตะลึงงัน...
“ช่วยเก็บฉันไปเลี้ยงทีสิคะ~”
No comments:
Post a Comment