01….
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งไหล่ผายหุ่นสมส่วนคนหนึ่งยืนอยู่ภายในครัว มือทั้งสองขยับวุ่นอยู่กับการเตรียมสำรับชงชาที่เก็บดองไว้ในตู้อยู่นานแรมปี ...นานมากแล้วที่เขาไม่ได้ลงมือชงชาร้อนเป็นจริงเป็นจังแบบนี้ เพราะตามปกติหากนึกอยากดื่มชาขึ้นมา เขาก็เพียงนำใบชาสำเร็จรูปมาชงดื่มเท่านั้น ไม่ได้บรรจงหลากขั้นหลากตอนยุ่งยากวุ่นวายแบบที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ แต่คงเป็นเพราะเนื่องในโอกาสพิเศษ...
โอกาสพิเศษงั้นเหรอ...
ริมฝีปากเรียวได้รูปยกหยักโค้งขึ้นด้วยความขบขันในความคิดของตนเอง คนอื่นคงมองว่าเขาบ้าที่เรียกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่า ‘โอกาสพิเศษ’ แต่ก็นั่นแหละ... นั่นมันความคิดของคนอื่นนี่นา แต่ในเมื่อเขา ชเว ชีวอน คิดว่ามันเป็นโอกาสพิเศษ มันก็ต้องเป็นโอกาสพิเศษสิ... ได้แต่ยิ้มกริ่มจมไปกับความคิดของตัวเอง สองมือสาละวนกับการเตรียมสำรับชงชา ร้องฮัมเพลงในลำคอดังคลอไปด้วยอย่างคนอารมณ์ดี
โอกาสพิเศษ... สำหรับชีวอน คือ สิ่งที่ยากจะเกิดขึ้น หรือ อาจจะมีโอกาสเกิดขึ้นเพียงแค่ครั้งหนึ่งในช่วงชีวิตนี้ ...อย่างสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเขา ณ ตอนนี้ ทำให้เขาไม่ลังเลที่จะเรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า ‘โอกาสพิเศษ’ ...แม้มันอาจจะไม่ใช่เหตุการณ์ที่น่ายินดีเท่าไรนักสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเขา มันน่ายินดีมากที่สุด...
สองมือขยับบรรจงชงชาร้อนต่อไปภายในครัว ชีวอนแสร้งก้มหน้าก้มตาวุ่นวายอยู่กับการชงชาเบื้องหน้า พลางแอบเหลือบมองไปยังเตาผิงไฟฟ้าในห้องนั่งเล่นที่อยู่เยื้องไปทางด้านข้างห้องครัว เพื่อลอบมองสังเกตต้นเหตุของ ‘โอกาสพิเศษ’ นี้...
เบื้องหน้าเตาผิง... หญิงสาวคนหนึ่งนั่งนิ่งงัน ปล่อยให้กระแสอุ่นร้อนจากเปลวไฟวูบไหวด้านในเตาผิงส่งไออุ่นผ่าวอาบไล้ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย มือเรียวคู่งามประคองถือถ้วยโกโก้ร้อน ...ที่ตอนนี้คงไม่หลงเหลือไอร้อนมากนักเอาไว้ ร่างแสนบอบบางมีผ้านุ่มผืนหนาพันคลุมเอาไว้อยู่รอบตัว สำหรับช่วยรักษาความอบอุ่นให้ร่างกายในเวลาที่สภาพอากาศแสนสะท้านเย็นเยียบช่วงฤดูหนาว ...หญิงสาวเปรียวสวยยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติงอยู่ในท่าเดิม เหมือนเมื่อตอนก่อนที่เขาจะผละมายังห้องครัว การลอบเฝ้ามองจากห้องครัว ทำให้ชีวอนไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของเธอ ...ที่เขาคิดว่าตอนนี้คงกำลังทอดเหม่อมองไปยังเปลวไฟในเตาผิงได้... มองเห็นเพียงแค่ด้านหลังของหล่อนที่ตอนนี้ดูเหมือนกับกองผ้าขนาดย่อมไปแล้ว
ถึงจะลองเสนอให้เธอไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว... แต่ดูเหมือนว่าหญิงคนนี้ปรารถนาจะอยู่ในสภาพดักแด้แบบนี้มากกว่า
คิดแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้วตีหน้ายุ่งเป่าปากพ่นถอนลมภายในกายออกมาอย่างหนักใจ ก่อนจะเรียกกำลังใจให้ตัวเองอีกครั้ง ปรับไล่สีหน้าเคร่งเครียดให้หายไปเสีย สองมือยกถ้วยชาอุ่นร้อนที่เพิ่งชงเสร็จหมาด ๆ ก้าวเดินออกจากห้องครัวตรงไปยังห้องนั่งเล่น
ช่วงขาทะมัดทะแมงยาวสมส่วนก้าวข้ามกองเสื้อผ้าที่วางระเกะระกะอยู่ตามพื้นพรมของห้องจากการวางอย่างไม่ใส่ใจของเจ้าของมัน ดูเหมือนว่ากองเสื้อผ้าพวกนี้เริ่มจะระเหยแห้งมากขึ้น ไม่เปียกชุ่มเท่าตอนแรก คงเหลือแต่ความชื้นไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น...
ชีวอนเดินเข้าไปหาดักแด้ตัวนั้น พาตัวเองไปยืนเยื้องอยู่ด้านหน้าของหญิงสาวอย่างเรียกร้องความสนใจ ...แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลนัก เพราะนัยน์ตากลมโตคู่นั้นยังคงเหม่อทอดมองไปยังเปลวไฟในเตาผิงที่กำลังเต้นระริก แก้วนัยน์ตาสีเข้มสะท้อนเปลวเพลิงระริกไหวเบื้องหน้าดุจเดียวกับกระจกที่สะท้อนเงาของทุกสิ่งที่ตกต้องกระทบ
มันดูว่างเปล่าจนน่าใจหาย...
“น้ำชาครับ” ชีวอนพยายามใช้น้ำเสียงนุ่มอ่อนโยนมากที่สุดเท่าที่เขาจะสามารถปั้นแต่งได้ พลางยื่นถ้วยชาไปให้ตรงหน้าหญิงสาว ได้ผลที่เธอละสายตาจากเตาผิงกลับมามองเขาแทน ...แต่ก็แน่ล่ะ เล่นยื่นถ้วยชาไปตรงหน้าเลยนี่นา...
“ผมเห็นคุณเอาแต่ถือถ้วยโกโก้ร้อนไว้ไม่ยอมดื่ม... เลยคิดว่าคุณอาจจะไม่ชอบมันก็ได้ เลยลองชงชามาให้แทนน่ะ” เขาว่าด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง พลางแย้มยิ้มกว้างให้อย่างเป็นมิตร
“ลองดื่มดูสิครับ” ขยับมือหยิบยื่นถ้วยชาให้หญิงสาวนั้นอย่างไม่ละความพยายาม ขยับยื่นไปให้ใกล้เธอมากขึ้น พลางเลิกคิ้วขึ้นฉีกยิ้มเป็นเชิงเชิญชวนให้เธอรับไปลองดื่มดู
หญิงสาววางแก้วโกโก้ ...ที่โกโก้ด้านในยังไม่ได้พร่องลงเลยแม้แต่น้อยนิด... ในมือลงที่โต๊ะเล็กข้างกาย ก่อนจะยื่นมือออกไปรับถ้วยชาที่ชีวอนยื่นมาให้เธอ จังหวะที่หญิงสาวยื่นมือออกนั้น ส่งให้ผืนผ้าหนาที่ห่อคลุมร่างเธออยู่เลื่อนขยับเล็กน้อย เผยให้เห็นผิวแทนเนียนด้านในที่ไร้อาภรณ์ใดใดปกปิดอยู่ ชีวอนรีบเสตามองไปทางอื่นแทบไม่ทัน ...รู้สึกใบหน้าร้อนวูบวาบอย่างไม่สมควรจนต้องปิดเปลือกตาขจัดไล่ความฟุ้งซ่านที่ไม่ควรเกิดนี้ออกไป
เมื่ออีกฝ่ายรับเอาถ้วยชาร้อนไป ก็เหมือนเกิดภาพเดจาวูในความรู้สึกของชีวอนอีกครั้ง... หญิงสาวหันกลับไปให้ความสนใจกับเปลวเพลิงในเตาผิงเบื้องหน้าอีกครั้ง สองมือถือประคองถ้วยชาร้อนเอาไว้เฉย ๆ ไม่แม้จะยกขึ้นแตะสักจิบ ...ชีวอนไม่รู้จะทำอะไรนอกจากยิ้มกว้างแก้เก้อส่งให้ พลางเสตามองไปทางอื่นแทนอย่างคนไร้หนทาง
เสื้อผ้าวางแผ่กองอยู่บนพื้นพรมหนา มองปราดด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว ก็ดูเหมือนว่าเนื้อผ้าเกือบทุกตัวจะแห้งจนเกือบสนิทดีแล้ว ชีวอนเม้มปากเล็กน้อยยามใช้ความคิด เขาลอบเหล่ตามองไปยังหญิงสาวที่ยังคงเหม่อมองเตาผิงเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอยอีกครั้ง ยกถ้วยชาในมือตนเองขึ้นจิบเล็กน้อย หวังให้ความร้อนที่แผ่ไหลเวียนลงลำคอจะช่วยขับไล่บรรเทาความหนักใจ และปลุกเร้าสมองให้ตื่นตัวสร้างสรรค์ความคิดดี ๆ ใหม่ ๆ ขึ้นมาได้บ้าง ...แต่ดูเหมือนจะไร้ผล ความเงียบยังคงโรยรายโอบล้อมทั้งคู่เอาไว้ มีเพียงเสียงเปลวไฟไหวระริกจากในเตาผิงไฟฟ้าดังคลอในบรรยากาศสงัดงันนี้เท่านั้น
ชีวอนขบกรามแน่นระบายความรู้สึกหนักหน่วง บรรยากาศรอบตัวมันหม่นหมองกดดันเสียจนทำเอาบรรดาเซลล์ในสมองมันหยุดทำงานไปเสียดื้อ ๆ เขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะตัวเล็ก ก่อนจะผละตัวออกมาจากหน้าเตาผิง เดินมาตรวจดูเสื้อผ้าที่วางกองตากแห้งอยู่บนพรมผืนหนาแทน เห็นว่าเนื้อผ้าแห้งสนิทดีแล้ว เขาจึงจัดการรวบพับเก็บเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
...ด้วยสภาพชุ่มโชกไปด้วยน้ำเย็นเฉียบ กอปรกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นจนอุณหภูมิแทบจะติดลบของฤดูหนาว ทำให้ร่างกายของชีวอน และหญิงสาวสั่นเป็นเจ้าเข้า เมื่อกลับมาถึงบ้านของเขาเอง ชายหนุ่มจึงไม่รีรอที่จะนำร่างของหญิงสาวที่บอบบางกว่าเขามากมาให้ความอบอุ่นที่หน้าเตาผิง
เสื้อผ้าของหญิงสาวเพรียวบางมีเพียงแค่กางเกงยีนส์เข้ารูปตัวหนึ่ง เสื้อยืดไม่หนามากนักตัวหนึ่ง กับอาภรณ์ชิ้นน้อยที่ชีวอนไม่ปรารถนาจะให้ความสนใจคิดถึงมากนัก...
เขาแอบลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อยยามคิดถึงสภาพเสื้อผ้าที่อีกฝ่ายสวมใส่... มีแค่เสื้อยืดเนื้อบางกับกางเกงเข้ารูป ไม่เหมาะกับสภาพอากาศแบบนี้เอาเสียเลย เห็นได้ชัดว่าหล่อนไม่ใส่ใจจะเลือกเสื้อผ้าใส่ตั้งแต่แรก ...เพียงแค่หยิบฉวยมาสวมปกปิดร่างกายเท่านั้น
เหมือนรู้ว่าไม่จำเป็นจะต้องรักษาความอบอุ่นให้กับร่างกายอีกแล้ว...
ชีวอนนึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ได้แต่นิ่วหน้าด้วยความหนักใจ ก่อนจะรีบปรับเปลี่ยนสีหน้าให้ดูสดชื่นเป็นมิตรอีกครั้ง และนั่งลงที่เก้าอี้ข้างกับหญิงสาว เซลล์สมองขบคิดหาเรื่องมาคุยให้หญิงสาวตรงหน้ารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
“ชาร้อน ๆ จะช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นมากขึ้นนะครับ...”
“..............”
ไร้ปฏิกิริยาใดใดตอบสนองกลับมาเช่นเคย... หญิงแปลกหน้านั่งอยู่เบื้องหน้าเตาผิง โดยปราศจากคำพูดใดใดเล็ดลอดออกจากริมฝีปากบางนั่นนับแต่ที่ย่างเท้าเข้ามาภายในบ้านของซีวอนแล้ว ชีวอนยังคงแย้มยิ้มกว้างไม่หุบ แม้ในใจมันจะรู้สึกอยากร่ำไห้มากขึ้นทุกขณะ
ชีวอนมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนที่คุยสนุกพอสมควร แต่หากคู่สนทนาไม่ยอมเสวนาด้วย ...เขาก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน
เขาปิดเปลือกตาลง หัวคิ้วขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย ครุ่นคิดหาทางออกที่ดูจะหาได้ยากยิ่งเสียเหลือเกินยามนี้... ก่อนจะปรือเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง เรียวหัวคิ้วยังคงไม่คลายออกจากกัน เท้าคางกับมือตามความเคยชินยามต้องขบคิดตัดสินใจเรื่องใด ชีวอนพาร่างของตัวเองโน้มไปหากับหญิงสาวที่ยังคงนั่งนิ่งเป็นดักแด้ นัยน์ตาคู่คมของเขาเสมองไปยังถ้วยชาร้อนในมือของหล่อนที่ยังไม่พร่องลงแม้แต่น้อย ก่อนจะกลับมามองใบหน้าของเธอ
“คุณไม่ชอบชาร้อนเหมือนกันเหรอครับ...” ชีวอนพยายามหาเรื่องชวนคุยต่อไปยังไม่ย่อท้อ
“แล้วชอบอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า บอกผมได้นะ ถ้าในครัวมี ผมจะได้ทำมาให้...” ยังคงไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนอง หญิงสาวนั่งนิ่งเสมือนประติมากรรมปูนปั้นไม่ไหวติง หากไม่มีการขยับเขยื้อนช่วงทรวงอกใต้ผืนผ้าห่มนั่นบ่งบอกถึงชีวิตที่ยังคงไหลเวียนในร่างกายตรงหน้านี้ คงเหมือนว่าเขากำลังพูดกับรูปปั้นไร้ชีวิตเป็นแน่...
แต่แบบนี้ก็ไม่ต่างไปจากคุยกับรูปปั้นอยู่ดีนั่นแหละ
ชีวอนนิ่งเงียบไปอีกครั้ง... สมองตีบตันคิดหาเรื่องจะพูดต่อไม่ออก จึงได้แต่นั่งเงียบลอบพิศมองใบหน้าของหญิงสาวที่ยังคงราบเรียบไร้ริ้วรอยอารมณ์ใดใดเหมือนเดิม
...โครงหน้ากว้างรับกับเครื่องหน้าคมบนใบหน้าสวย ขับให้ทุกองค์ประกอบบนใบหน้านี้ดูสวยคมเด่นชัด โหนกแก้มสูงขับให้รูปหน้าดูเด่นชัดมีส่วนเว้าโค้งสร้างเสน่ห์ดึงดูดไม่ให้ใบหน้าเรียบจืด สันจมูกโด่งตรงปลายมนโค้งเล็กน้อยเสริมความนุ่มนวลบนใบหน้าคมไม่ให้ดูเฉี่ยวกระด้างจนเกินไป ริมฝีปากบางที่เคยซีดจางเพราะถูกความหนาวเหน็บกัดกิน เริ่มมีสีชมพูเรื่อจางกลับมาหล่อเลี้ยงอีกครั้งให้เบาใจขึ้นมาก เรียวคิ้วบางสวยได้รูปถูกปอยผมชื้นบางส่วนปรกบังเอาไว้ สีผิวน้ำผึ้งเนียนละเอียดดูแปลกตาไปจากสีผิวของผู้คนในประเทศ แต่ก็มีเสน่ห์เย้ายวนน่าค้นหา... เส้นผมหลายส่วนกระจุกเกาะตัวกันเป็นปอยชื้นโอบอุ้มน้ำเอาไว้ เส้นผมสีเข้มยังคงเปียกชื้นไม่แห้งดีดั่งเช่นส่วนอื่นของร่างกายหญิงสาว ยังคงมีหยดน้ำไหลย้อยจากปอยผมลงบนผืนผ้าห่มบ้างประปราย นัยน์ตาคู่โตกลมสีเข้มเรียบสะท้อนเปลวระริกไหวเบื้องหน้าอย่างเคย... ดูว่างเปล่าจนน่าหวั่นใจ
...ว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวา
แสงสีนวลจากเตาผิงไฟอาบไล้ผิวสีน้ำผึ้งของหญิงสาวตรงหน้า เปลวไฟด้านในวูบไหวไปตามกระแสเคลื่อนไหวของอากาศ ยิ่งขับให้ภาพเบื้องหน้าดูแช่มช้อยเปราะบางเสียจนน่าพิศวง ...ปานประหนึ่งภาพเขียนหญิงปริศนาที่ตรึงสายตาทุกคู่ให้จ้องมอง ตกหลุมเสน่ห์พราวพริ้งลึกลับที่ระบายอยู่ในนั้น ชีวอนขบกรามระบายความรู้สึกหนักอึ้งในบรรยากาศที่สัมผัสได้ หยดน้ำยังคงไหลรินจากปอยผมเรื่อย ๆ สร้างรอยด่างดวงบนผืนผ้าห่มที่ห่อหุ้มร่างบอบบางของหญิงสาวอยู่
ชีวอนช่างใจเล็กน้อย ก่อนจะขยับเข้าไปประชิดใกล้กับอีกฝ่ายมากขึ้นไปอีก พลางเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปฉวยเอาชาร้อนออกจากมือของอีกฝ่าย
“ขออนุญาตตรวจชีพจรของคุณหน่อยนะครับ...” ลอบสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่ายยามที่เขาพุ่งเข้าประชิดตัวอย่างรวดเร็ว ...หญิงสาวยังคงนั่งนิ่ง มีเพียงนัยน์ตาที่เหลือบมามองเขาชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่มันจะกลับไปสะท้อนรับแสงเปลวไฟเหมือนเดิม ชีวอนเอื้อมไปแตะสัมผัสข้อมืออีกฝ่ายอย่างแผ่วเบาอย่างลองเชิง ไม่เห็นท่าทีขืนปฏิเสธจากอีกฝ่ายจึงออกแรงกดน้ำหนักมากขึ้นเล็กน้อย ดึงข้อมือที่เล็กบางเหลือเกินในความรู้สึกของเขาออกมา ส่งฝ่ามืออีกข้างมากดจับชีพจรบนข้อมือด้วยความระมัดระวัง
ผิวหนังที่ฝ่ามือสัมผัสได้ถึงเนื้อผิวเนียนละเอียดนุ่มจากข้อมือหญิงสาว ที่ตอนนี้แผ่ไออุ่นออกมาจากภายในร่างกายให้สัมผัสได้
ชีวอนลอบถอนให้ใจแผ่วเบาอีกครั้งด้วยความโล่งอกไปอีกเปราะ ...อย่างน้อยร่างกายของอีกฝ่ายก็อบอุ่นขึ้น ...ไม่เย็นเฉียบจนสะท้านเหมือนเมื่อแรกสัมผัส ชีวอนกดปลายนิ้วโป้งถูข้อมือของอีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มกดตรวจวัดชีพจร
“เอ้อ... ไม่ทราบว่าจะให้ผมเรียกคุณว่าอะไรดี...” หาเรื่องพูดคุยกับอีกฝ่ายไปเรื่อย พยายามทำลายบรรยากาศที่หนักอึ้งเงียบงันรอบตัวทั้งสองลง ...ระหว่างการวัดชีพจร
ชีวอนยังไม่ยอมแพ้ลองเลียบเคียงถามอีกครั้ง ...ถึงจะลองตะล่อมถามถึงชื่อของออกฝ่ายมาแล้วหลายครั้ง ...และล้มเหลวไร้เสียงใดใดตอบกลับมาทุกครั้งก็ตามที
“ผมไม่รู้ชื่อของคุณ ก็เลยได้แต่เรียก คุณ คุณ อยู่แบบนี้ มันดูแปลก ๆ นะครับ...”
ยิ้มแย้มให้อีกฝ่ายระคนเสียงหัวเราะให้ดูเป็นเรื่องน่าขัน ...แต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับใดใดกลับมา มีเพียงท่าทางของหญิงสาวที่เปลี่ยนจากเหม่อมองเปลวไฟในเตาผิงเบื้องหน้า มาทอดมองยังข้อมือหล่อนเองที่ชีวอนกำลังกดจับวัดชีพจรอยู่แทน...
อย่างน้อยก็ยังสนใจสิ่งรอบตัวบ้างล่ะนะ...
ชีวอนพยายามมุ่งเพ่งสมาธิไปกับการนับจังหวะชีพจรที่เต้นเร่าอยู่ใต้ผิวหนัง กระตุกเต้นส่งผ่านจังหวะตุบตับมาให้เขารับรู้ได้เพียงอย่างเดียว... แม้ตอนนี้ในใจจะรู้สึกขุ่นหมองหน่ายเหนื่อยกับการพยายามทำความรู้จักกับเจ้าของชีพจรนี้ก็ตาม
...ถ้าไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ก็ไม่รู้จะหาทางช่วยต่อไปอย่างไร
“ผมต้องการรู้ชื่อของคุณ...” ด้วยความหนักใจระคนหงุดหงิดทำให้เขาเผลอโพล่งสิ่งที่คิดออกไปตรง ๆ ไร้การกลั่นกรองถ้อยคำสุภาพดังเช่นทุกครั้งก่อนพูด กอปรกับน้ำเสียงที่แข็งห้วนกระแทกแดกดันที่เผลอใส่เข้าไปด้วยความลืมตัว เขาต้องหยุดละชะงักการนับชีพจรไป หันมามองหน้าอีกฝ่ายอย่างตระหนก รีบเอ่ยขอโทษด้วยเกรงว่าความกระด้างกร้าวที่แสดงออกไปเมื่อครู่ อาจจะทำให้อีกฝ่ายเกรงกลัว และยิ่งสร้างกำแพงปิดกั้นหนาแน่นจนยากแก่การกะเทาะทลายเข้าไปใหญ่
“เอ้อ... ขะ ขอโทษนะครับ ที่ผมเสียมา...” รีบร้อนแก้ไขจนกลายเป็นละล่ำละลักพูดติดขัดผิดวิสัยคนช่างพูดช่างจาได้ฉะฉานอย่างเขาไป
“ซูยอง... ฉันชื่อ ซูยอง”
“...รยาท...ไป...” พูดจบคำด้วยน้ำเสียงแผ่วหวิวที่กลืนหายจนแทบไม่ได้ยิน เปลือกตาของชีวอนเผยออ้ากว้างขึ้นเล็กน้อย ถ้อยคำขอโทษที่คิดเตรียมจะพูดถูกกลืนหายกลับไปในลำคอ เหลือเพียงแต่อาการนิ่งค้างด้วยความตกตะลึง...
“ฉันชื่อ ซูยอง ค่ะ”
!!!
ริมฝีปากบางสวยขยับเปิดอ้าเปล่งเสียงออกมาให้ได้ยินเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่เขาพาเธอกลับมาที่บ้าน... เสียงแหลมเล็กแต่นุ่มหู น้ำเสียงราบเรียบไม่มีการเน้นหนักในพยางค์คำที่เปล่งออกมา แต่กลับแสดงให้เห็นถึงความหนักแน่นในประโยคที่พูดได้อย่างไม่น่าเชื่อ ...ชีวอนได้แต่ประหลาดใจกับพลังอำนาจจากกระแสเสียงในตัวหญิงสาวตรงหน้า ที่แสดงให้เห็นออกมาแม้เจ้าตัวจะไม่ได้ทำอะไรเลยก็ตาม เพียงแค่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่กลับหนักแน่นยิ่งกว่าใครที่ชีวอนเคยได้พบมา...
...นั่นยิ่งทำให้เขาประหลาดใจยิ่งขึ้น ...ว่าทำไมหญิงสาวตรงหน้าถึงได้ทำอะไรแบบนั้น
“ผมชเว ชีวอนครับ”
รอยยิ้มกว้างระบายเต็มใบหน้าของชายหนุ่ม กว้างมากเสียจนเห็นฟันขาวเรียงตัวเป็นระเบียบภายในได้ครบทุกซี่ กว้างเสียจนเขารู้สึกถึงความคัดตึงของผิวหนังบริเวณแก้มได้ชัดเจน ...แต่ซีวอนก็ไม่ได้สนใจ และไม่อาจห้ามไม่ให้ตัวเองฉีกยิ้มกว้างได้ เพราะตอนนี้ ความรู้สึกยินดีมันเอ่อท่วมท้นเสียจนต้องหาทางระบายออกมาเสียบ้าง
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ คุณซูยอง” เขาเลื่อนมือที่เคยจับบนข้อมือบางของหญิงสาวมากุมแนบไปบนหลังมือของเธอแทน สองมือกุมประคองมือที่เล็กกว่าของซูยองเอาไว้ด้านใน ออกแรงเขย่าขึ้นลงไม่ได้หยุด รอยยิ้มกว้างยังคงระบายทั่วใบหน้าไม่ได้จางหายไปได้ นัยน์ตากลมโตจ้องมองไปยังนัยน์ตาคู่สวยของหญิงสาว ...ที่บัดนี้จ้องสบตอบสายตาเขากลับมา
ในที่สุด... ก็ได้รู้ชื่อของอีกฝ่ายแล้ว
ชีวอนยิ้มค้างจ้องมองสบตากับซูยองไปได้สักพัก สองมือยังคงเขย่ามืออีกฝ่ายไว้ไม่ปล่อย ก่อนที่จะรู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มกลับมาแปลกหนักหน่วงอีกครั้ง เมื่อต่างฝ่ายต่างเงียบนั่งจ้องตากันอย่างเดียว เขาจึงผละมือที่กอบกุมอีกฝ่ายออกอย่างแผ่วเบา ไม่ให้ดูเป็นการสะบัดทิ้งอย่างรังเกียจ แล้วย้ายตัวกลับมานั่งบนเก้าอี้ข้างหญิงสาวตามเดิม พลางถูปลายนิ้วชี้ที่ข้างแก้มแก้อาการเก้อเขินที่เกิดขึ้น
“แล้ว... คุณซูยอง เอ่อ เป็นยังไงบ้างครับ... ยังรู้สึกผิดปกติ ไม่สบายตัวตรงไหนรึเปล่า... ผมเป็นตำรวจน่ะครับ พอรู้วิธีการปฐมพยาลเบื้องต้นบ้าง... แล้วถ้าต้องการความช่วยเหลือด้านอื่น ๆ ผมก็สามารถช่วยเหลือคุณได้นะครับ ถ้าหากคุณซูยองต้องการ แล้วก็...”
ชีวอนพูดออกมายาวยืด พยายามไม่ให้บรรยากาศหนักเงียบชวนอึดอัดหวนคืนกลับมา ...พลางเน้นย้ำบางคำลงไป พร้อมกับสังเกตปฏิกิริยาจากอีกฝ่ายเงียบ ๆ เขารู้สึกลังเลเล็กน้อยที่จะเอ่ยถามถึงเรื่องที่ลงลึกส่วนตัวไปมากกว่านี้กับอีกฝ่าย ...แต่ด้วยความจำเป็น ก็ทำให้เขาจำต้องพูดเลียบเคียงถามมันออกไป
“แล้ว... คุณซูยองพักอาศัยอยู่ที่ไหนครับ ไกลจากที่นี่มากรึเปล่า ให้ผมไปส่งคุณไหมครับ... เอ้อ แล้วก็ คุณซูยอง... อยากจะติดต่อกับใครหรือเปล่าครับ ...คุณพ่อ คุณแม่ เพื่อน หรือ เอ่อ...”
“ถ้าคุณกำลังคิดว่าพ่อแม่ หรือ ญาติพี่น้องของฉันคงกำลังเป็นห่วง และตามหาฉันอยู่ ...ก็ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ” หญิงสาวสวยเอ่ยตัดประโยคยาวยืดตระกุกตระกักของชีวอนขึ้นมา
“ฉันไม่มีครอบครัว ฉันไม่มีเพื่อน เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องกังวลว่าตอนนี้จะมีใครกำลังเป็นห่วงฉันอยู่หรอก...” ซูยองพูดทั้งหมดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่มีความวูบไหวให้สัมผัสได้เลยจากประโยคทั้งหมดที่กล่าวออกมา ไม่มีแม้กระทั่งกระแสอารมณ์ใดใด แม้เพียงน้อยนิดที่จะแสดงออกมาให้เห็นผ่านทางสีหน้า หรือ แววตาเลย...
ว่างเปล่า... ไร้อารมณ์เหมือนกับตุ๊กตาไร้ชีวิต
ชีวอนนิ่งอึ้ง ไร้คำพูดใดใดที่จะสรรหาออกมาเอ่ยออกไปได้ สิ้นไร้แม้กระทั่งคำปลอบโยนที่จะเอื้อนเอ่ยออกไป รู้สึกถึงบรรยากาศหนักอึ้งชวนหน่วงอัดใจมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว ...ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เขาไม่ชอบใจเอาเสียเลย
ดูเหมือนเรื่องจะแย่กว่าที่คาดเดาเอาไว้...
ความอึมครึมน่าอึดอัดพาลทำให้สมองเขาตื้อตันเสียจนใช้การแทบไม่ได้ แค่จะคิดว่าจะวางมือไม้ที่ไหนยังยากลำบากถึงขนาดนี้ แล้วจะเค้นปัญญาที่ไหนมาช่วยแก้เรื่องตรงหน้านี้กัน... ชีวอนลอบผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียด
“ถึงจะอย่างนั้น... คุณก็น่าจะมีคนที่พอจะรู้จักบ้างสิครับ ถึงจะไม่ได้สนิทสนมอะไรกันมาก... ก็ต้องมีสักคนสิ...” ไร้ปฏิกิริยาใดใดตอบกลับมาเช่นเคย ซูยองเบี่ยงหน้ากลับไปนั่งเหม่อทอดมองเปลวไฟระริกไหวเบื้องหน้า ด้วยสีหน้าราบเรียบไร้อารมณ์ใดใดอีกครั้ง
...ชักรู้สึกไม่ชอบเจ้าเปลวไฟในเตาผิงซะแล้วสิ
เขาไม่ถนัดที่จะรับมือกับคนที่มีภาวะจิตใจเก็บพะงำอารมณ์ทั้งหมดทั้งมวลเอาไว้ข้างใน จนไม่แสดงกิริยาใดใดออกมาให้จับสังเกตได้นอกจากกิริยาฉาบเรียบนิ่งเฉยแบบนี้ ...ชีวอนได้แต่ถูขมับไปมาด้วยความเครียดระคนห่วงหญิงสาวเคยแปลกหน้าตรงหน้าเขา
ถ้ามีผู้เชี่ยวชาญรับมือกับคนแบบนี้ก็คงดี คงช่วยได้เยอะ ...แต่ถ้าโทรไปหาตอนนี้ คงได้โดนวีนเหวี่ยงใส่แทนที่จะได้ความช่วยเหลือแน่ ๆ เพราะตอนนี้มันปาเข้าไปเกือบจะตีสองแล้ว...
จะทำยังไงดีนะ...
ชีวอนเริ่มรู้สึกกระสับกระส่ายมากขึ้น วางเนื้อวางตัวไม่ถูกเมื่อคิดว่าปัญหาตรงหน้ามันเริ่มยุ่งยากเกินกว่าที่ตรวจอย่างเขาจะยื่นเสนอตัวให้ความช่วยเหลือง่าย ๆ อย่างกรณีอื่น รู้สึกปวดหนึบ ๆ ในหัวเมื่อเค้นใช้งานสมองมากเกินกว่าปกติทุกที
ขบเค้นสมองคิดไขคดียากพิลึกลั่นมาตั้งหลายคดี ...ยังไม่ปวดหัวเท่ากับเค้นสมองหาทางแก้ปัญหาตรงหน้าตอนนี้เลย
ได้แต่เอามือลูบหน้าลูบตาตัวเองไปมา เลยไปลากลูบถูหลังคอตัวเองหนัก ๆ ราวกับว่าการกระทำเหล่านี้จะช่วยขับไล่ความอึดอัดที่เขารู้สึกได้จากความเงียบชวนหน่วงหนึบใจรอบรายตัวเองนี้ไปได้...
“ฉันจะไม่ขอบคุณ... ที่คุณเสี่ยงชีวิตมาช่วยฉันเอาไว้ เพราะฉันไม่ได้ร้องขอ และไม่ได้ปรารถนาให้ใครมาช่วย...” จู่ ๆ ซูยองก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเล็กราบเรียบไร้อารมณ์เหมือนเช่นเคย
ชีวอนเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยที่คราวนี้อีกฝ่ายเป็นคนเริ่มบทสนทนาก่อน เขาโน้มไปหาหญิงสาวมากขึ้นอีกนิด เพื่อฟังสิ่งที่หญิงสาวกำลังพูดได้ถนัดมากขึ้น
“แต่ฉันก็ปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่าคุณช่วยฉันเอาไว้ไม่ได้...” นัยน์ตาว่างเปล่าที่สะท้อนเพียงแสงไสววูบของเปลวไฟในเตาผิงหันมาสบมองนัยน์ตาของเขา
“ดังนั้นฉันก็ต้องตอบแทนที่คุณช่วยเหลือฉัน...” ระดับน้ำเสียงราบเรียบ... ไร้เสียงสูง... ไร้เสียงต่ำ... ไร้อารมณ์ใดใดส่งผ่านคำพูดที่พรั่งพรูออกมายาวยืดจากริมฝีปากสวยนั่น ราวกับเครื่องจักรเป็นคนผลิตคำพูดเหล่านั้นออกมา...
ชวนให้เกิดความรู้สึกแย่ประหลาดแบบที่หาคำอธิบายไม่ได้ รู้เพียงแค่... เขาไม่ชอบความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้เอาเสียเลย
“ฉันไม่มีอะไรติดตัว ...นอกจากร่างกายของฉันเอง” ...ซูยองก็ลุกจากเก้าอี้ที่เธอนั่งนิ่งมาตลอดตั้งแต่ที่เข้ามาอยู่ให้ห้องพักของเขา... ด้วยท่วงท่าแฉล้มช้อยเสียเหลือเกินในความคิดของชีวอน เธอสาวเท้าใกล้เข้ามาหาเขาที่นั่งกุมหน้าตัวเองอยู่บนเก้าอี้อีกตัวข้างเตาผิง
...ผ้าห่มผืนหนาที่เคยห่อคลุมรอบตัวหญิงสาว ขยับไหลไปตามแรงขยับ เผยให้เห็นผิวเปลือยเนียนของหญิงสาวด้านในที่โผล่พ้นขอบเขตของผืนผ้าห่มออกมาตามจังหวะการเยื้องก้าวเดินของหล่อน ไหล่มนกลมกลึงเล็ดลอดผ่านผืนผ้าที่ไหลตกมาค้างเติ่งตรงช่วงท่อนแขนบน ต้นขานวลเรียวสวยเย้ายวนลอบแย้มผลุบโผล่ออกมาผ่านรอยแหวกผืนผ้าหนา ยามที่หญิงสาวก้าวเดินเข้ามาใกล้เขาทีละน้อย เปลวไฟส้มนวลอ่อนไหววูบอาบไล้ไปตามผิวกายเปลือยที่โผล่พ้นผืนผ้าออกมา สร้างสีสันนวลละอ่อนเรื่อรองอาบเนื้อผิวเข้มเนียนให้มันดูยั่วเย้าลึกลับยิ่งกว่าเดิม ...ดึงดูดสายตาให้นิ่งค้างดั่งมีมนต์สะกดตรึงสายตาเขาเอาไว้
ชีวอนได้แต่นั่งงุนงงกับทีท่าที่แปลกไปจากเดิมอย่างไม่ทันตั้งตัวของหล่อน เขาจึงทำได้เพียงนั่งเฝ้ามองตั้งใจฟังสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังทำ และบอกเขาอยู่ด้วยอาการเท้าคางมองนิ่งค้าง
“ฉัน... ตอบแทนคุณได้ด้วยร่างกายนี้ ...เพียงเท่านั้น” เมื่อหญิงสาวพูดจบ นิ้วเรียวเล็กที่เคยจับกระชับดึงรั้งไม่ได้ให้ผืนผ้าห่มที่เคยปกคลุมเรือนกายของหล่อนอย่างหมิ่นเหม่หลุดล่วงลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก ก็ปล่อยคลายออกจากผืนผ้า ...ทิ้งให้มันค่อย ๆ ไถลลื่นพาดผ่านเรือนร่างเนียนสวยพราวพริ้งของหล่อนไปอย่างนาบเนิบเป็นธรรมชาติ ...ต่อหน้าต่อตาชีวอนที่นั่งนิ่งอึ้งค้าง สองตาเบิกโพลงกว้างด้วยความตะลึงงัน
...!!!!!
ร่างกายที่เคยนิ่งแข็งราวกับถูกมนต์มายาตรึงสะกดเอาไว้ กลับมาเคลื่อนขยับได้อีกครั้ง เด้งส่งมือของตัวเองยืดยาวไปคว้าเอาผืนผ้าห่มที่กำลังไถลผ่านเรือนกายเนียนน่าหลงใหลเอาไว้ ดึงเหนี่ยวให้มันหยุดหล่นไถลไปตามแรงโน้มถ่วงโลก ดึงรั้งมันขึ้นพร้อมกับเรือนกายบอบบางที่ถูกรวบเอนมาอยู่ในวงแขนด้วย ให้ภาพเมื่อยวนยั่วครู่หลุดพ้นจากสายตาที่ละลาบเกินเลยของเขาไปเสีย
ชีวอนหันใบหน้าทุ่มสมาธิทั้งหมดจ้องเขม็งตรงไปที่ผนังกำแพงห้องนั่งเล่นเบื้องหน้า สองมือกำแน่นลงในสาบเนื้อผ้าห่มผืนหนา ดึงรั้งไม่ให้มันหลดล่วงลงไปจากร่างกายของอีกฝ่าย จนอาจทำให้เห็นอะไรต่อมิอะไรบนผิวเนื้อเนียนนวลสมส่วนนั่นอีก
“ท ทำ... คิดจะทำอะไรกันน่ะ!!” แทบจะตะโกนถามอีกฝ่ายในวงแขนด้วยอารามตกตะลึงกับภาพนวลสะครางติดตาเมื่อครู่ เริ่มรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าอย่างห้ามไม่ได้ รวมถึงอุณหภูมิที่มันเห่อพุ่งสูงขึ้นทั่วทั้งกายเพียงแค่วูบเดียว
ก้อนเนื้อในอก มันระรัวกระหน่ำจนแทบจะทะลุออกมาด้านนอกอยู่แล้ว
ห ให้ตายสิ...
นิ่งค้างกันไปอีกพักใหญ่... ชีวอนถึงสงบสติอารมณ์พอที่จะกลับมาสนทนาได้ตามปกติในความรู้สึกอีกครั้ง เขาผละตัวเว้นระยะออกห่างจากซูยองมาเล็กน้อย แต่สองมือยังกอบกำแน่นอยู่บนผืนผ้าห่ม ผลักดันร่างของซูยองให้เดินกลับไปนั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิม ก่อนจะย่อตัวนั่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าหล่อน
...แม้สองตาจะยังคงผินมองไปที่กำแพงเบื้องหลังเหมือนเดิม ไม่ยอมหันมาสบตากับหญิงสาวสวยตรงหน้าก็ตามที
“คุณ... คิดจะทำอะไร” ชีวอนข่มทิ้งวูบอารมณ์เอาไว้เบื้องลึก พลางทอดทิ้งลมหายใจออกมาแรง ๆ สองสามครั้ง ก่อนจะหันหน้าไปสบตากับซูยองที่จ้องตอบกลับมาด้วยสายตาว่างเปล่า ...เหมือนเดิม
“ตอบแทนคุณไงคะ” เธอตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์เหมือนเคย...
ชีวอนก้มหน้าผ่อนลมหายใจออกมาอีกครั้ง ถึงจะไม่รุนแรงเท่าผ่านมาครั้งก่อน แต่ก็ยืดยาวเหยียดปานจะระบายอารมณ์ขุ่นหมองในใจออกมาให้หมด... เขาเงยหน้าขึ้นไปมองหญิงสาวอีกครั้ง ด้วยสายตาที่แน่วแน่ไม่ไหวหวั่นแบบเมื่อครู่แล้ว
“การที่ผมช่วยคุณ ไม่ได้เป็นเพราะว่าผมต้องการอะไรตอบแทนจากคุณ...” เขาเว้นระยะชั่วครู่ ก่อนจะพูดต่อ "และการที่คุณซูยองรู้สึกว่าต้องตอบแทนที่ผมช่วยชีวิตคุณเอาไว้ก็ไม่ได้ผิดอะไร ถ้าคุณซูยองต้องการตอบแทน ผมก็ยินดีรับมันไว้ ...แต่ต้องไม่ใช่วิธีนี้..."
ชีวอนมองลึกเข้าไปในนัยน์ตาของหญิงสาวตรงหน้า ...มองเห็นสีหน้าเคร่งเครียดจริงจังของตัวเองสะท้อนอยู่ในกระจกแก้วตาของเธอ
“ผมไม่ได้ช่วยคุณ เพราะต้องการทวงบุญคุณเพื่อเอาเปรียบคุณนะ ...ซูยอง” ชีวอนสื่อเน้นย้ำทุกคำอย่างหนักแน่น เพื่อให้หญิงสาวคู่สนทนารับรู้ว่าเขาจริงจังกับทุกคำพูดที่เอ่ยออกไป
“เรื่องแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะมาหยิบยื่นให้กันง่าย ๆ ...มันอาจจะง่ายสำหรับคนอื่น แต่ไม่ใช่ผม ขอโทษด้วยครับ” ฝ่ามือของเขากำกระชับแน่นลงไปในเนื้อผ้าห่มอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เรียวคิ้วเข้มก็ม้วนตัวเข้าหากันด้วยอารมณ์ลำบากยุ่งยากใจที่ก่อตัวขึ้นมา ณ ตอนนี้
“ขอโทษนะคะ ...ที่ร่างกายของฉันทำให้คุณต้องลำบากใจขนาดนี้” ซูยองพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่ให้ความรู้สึกเย็นชาหมางเมินกว่าทุกครั้งในความรู้สึกของตำรวจหนุ่ม
“ค คือ ไม่ใช่ว่าคุณไม่น่าพอใจนะ เอ่อ คุณน่ะ สวย...สวยมาก มีเสน่ห์มาก ๆ เลยจริง ๆ อ เอ่อ แต่...แต่...” ชีวอนละล่ำละลักติดอ่างเล็กน้อย เมื่อคิดว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังเข้าใจความหมายที่เขาต้องการบอกผิดไป...
“เอาเป็นว่า ...ที่ผมปฏิเสธ ไม่ใช่เป็นเพราะว่าคุณซูยองไม่น่าสนใจ แต่เป็นเพราะว่าผมไม่อยากเอาเปรียบคุณ... แล้วเรื่องแบบนี้มันก็สมควรที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องยินยอมพร้อมใจกันทั้งคู่ มันจะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาทีหลัง...” เขาสรุป
“แต่ไม่ใช่เป็นเพราะว่าผมไม่พอใจคุณนะ เอ้อ... ไม่ใช่สิ....ผมไม่ได้จะหมายความอะไรแบบนั้น...”
แต่ชีวอนยังคงไม่หยุดพูดจายืดยาวเกินความจำเป็นด้วยประโยคแปล่งประหลาดงุนมึนตามอารมณ์สับสนของเจ้าตัว ผิดวิสัยเงียบขรึม รู้จักวางตัวควบคุมได้ในทุกสถานการณ์ตามปกติของเขาลิบลับ
“ขอโทษค่ะ... ฉันไม่รู้ว่าจะทำให้คุณลำบากใจมากขนาดนี้... แต่ฉันไม่มีอะไรจะให้จริง ๆ นอกจากร่างกายของฉัน...” ซูยองเอ่ยแทรกตัดประโยคอึมพะนำตะกุกตะกักของเขาขึ้นมา
“คุณไม่ต้องให้อะไรผมก็ได้ ผมไม่คิดมากหรอก แค่คุณยังมีชีวิตก็ดีแล้ว...”
“แต่กับเรื่องที่ฉันยังมีชีวิตอยู่เพราะคุณ ...ฉันไม่ได้ยินดีอะไรกับมันมากหรอกนะคะ” ซูยองพูดออกมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ น้ำเสียงเป็นท่วงทำนองราบเรียบดังเดิม
...ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่ซีวอนคิดว่าเขารู้สึกถึงอารมณ์กระแทกแดกดันแฝงผ่านมาในถ้อยคำที่หญิงสาวเอ่ยออกมาเมื่อครู่
ตำรวจหนุ่มได้แต่นั่งอึ้งเงียบ สรรหาบทสนทนามาพูดต่อไปไม่ได้ ทิ้งให้ความเงียบพะอึมนำคืบคลานมาแผ่กระจายรอบ ๆ ตัวทั้งคู่เอาไว้อีกครั้ง...
“ตอนนี้ฉันกำลังคิด...” หลังจากนิ่งเงียบกันไปนาน มีเพียงสายตาที่สบจ้องมองกันและกันฆ่าเวลาไหลผ่านทิ้งไปเท่านั้น ซูยองก็พูดทำลายความเงียบชวนอึดอัดใจทิ้งลง
“ว่าจะทำยังไงต่อไปกับชีวิตนี้ ที่คุณซีวอนเป็นคนมอบให้ฉันมา...” ด้วยน้ำเสียงเบาราบเรียบไร้อารมณ์เช่นเคย ...และจบประโยคค้างเติ่งเอาไว้ให้ตำรวจหนุ่มต้องขบคิดสงสัยในใจไว้
ปกติ...เพศหญิงก็เข้าใจยากอยู่แล้ว กลับยิ่งทวีปริศนายากหยั่งถึงเข้าไปอีก เมื่ออยู่ในห้วงเก็บอมงำปมชีวิตเอาไว้ไม่ยอมเอ่ยปากบอกออกมา
...แล้วเขาก็เป็นผู้ชาย ที่ไม่เคยจะเข้าใจหรือเดาใจหญิงสาวประเภทนี้ถูกเสียด้วยสิ
ความอึดอัดเงียบงันโรยหว่านรอบตัวทั้งคู่อีกครั้ง ...ซึ่งเขารู้สึกว่ามันจะถี่ครั้งเกินไปเสียแล้ว ...ด้วยอาชีพการงานของเขา ทำให้ต้องพบปะคนแปลกหน้าที่ไม่มักคุ้นมากมาย แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ความเงียบอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นจะส่งผลป่วนประสาทมากเท่าครั้งที่เกิดขึ้นครั้งนี้
สงสัยเพราะแรงสาปส่งจากเหล่าผู้ต้องหามากหน้าหลากตาที่เคยถูกเขาคุมสอบปากคำกำลังส่งผลกรรมมาถึงเขาก็เป็นได้ ถึงได้ต้องเป็นฝ่ายมานั่งอมพะนำรู้สึกเครียดอึดอัดแบบนี้บ้าง
เมื่อไม่รู้จะทำอะไร ชีวอนก็เลยทำเพียงนั่งนิ่ง ๆ ยอมแพ้เลิกพยายามสรรหาวิธีสร้างสรรค์บรรยากาศให้เริงรื่นลง แล้วนั่งทอดเหม่อมองไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย เลียบแบบอีกฝ่ายดูบ้าง เผื่อจะทำให้รู้สึกดี และเข้าถึงอีกฝ่ายมากขึ้นมาบ้าง
เส้นผมยาวยังคงมีหยดน้ำบางส่วนยังคงพร่างพรมเกาะอยู่ประปราย ให้เส้นผมยาวหนีบลีบรวมเข้าหากัน ปริมาณเส้นผมที่ยาว และหนามากกว่าเส้นผมสั้นซอยเรี่ยศีรษะของชีวอน ทำให้เส้นผมยาวของเธอต้องใช้เวลามากกว่าจะแห้งสนิทดี หยดน้ำชื้นบางส่วนไหลรวมกันหนักอึ้ง จนไม่อาจต้านทานน้ำหนักของตัวเองได้ไหว ต้องทิ้งดิ่งตัวเองหยดพรมลงบนพื้นพรมเบื้องล่าง... ชีวอนทอดมองหยดน้ำที่พรางพรมบนปอยผมแต่ละปอยอย่างล่องลอย... เส้นผมของหญิงสาวยังคงสะสมความชื้นเอาไว้อยู่เป็นจำนวนมาก และคงต้องใช้เวลานานอีกพักใหญ่... ถึงจะแห้งสนิทดี
ตำรวจหนุ่มกวาดสายตาไปตามเส้นผมยาวนั่นอย่างล่องลอยชั่วครู่ ก่อนจะผละลุกขึ้นเดินห่างออกจากหน้าเตาผิงมา ชีวอนเดินเข้าไปคว้าหยิบเอาผ้าขนหนูสะอาดอ่องเอี่ยมผืนเล็กมาถือเอาไว้ ก่อนจะเดินกลับไปยืนเยื้องทางด้านหลังของหญิงสาว ที่กลายร่างกลับมาเป็นดักแด้ผ้าห่มหน้าเตาผิงเหมือนเดิม...
“ผม... ช่วยเช็ดผมให้นะครับ” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มเบาปานเสียงกระซิบ แต่ก็ดังมากพอที่อีกฝ่ายจะได้ยิน
“ถึงจะมีไออุ่นจากเตาผิง แต่การปล่อยให้ผมเปียกชื้นอยู่ในสภาพอากาศแบบนี้ มันไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพเท่าไรหรอกนะครับ คุณควรทำให้เส้นผมกับผิวหนังแห้งเข้าไว้... จะได้ไม่เป็นหวัดเอา” ซีวอนขยายต่อด้วยเสียงนาบนุ่ม
...ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมจะต้องขยายความต่อให้มันยืดยาวด้วย
“ขออนุญาตนะครับ” เขาย้ายมาประชิดด้านหลังหญิงสาวในห่อผ้าห่ม
เห็นอีกฝ่ายไม่หือไม่อือ ไม่แม้แต่จะขยับเสียด้วยซ้ำ ...ให้ตำรวจหนุ่มคิดสรุปเข้าข้างตัวเองว่าหล่อนยินยอมให้เขาช่วยเช็ดผมให้ เขาจึงวางผ้าขนหนูสีขาวสะอาดผืนเล็กลงบนศีรษะของอีกฝ่ายลงอย่างเบามือ ไล้ฝ่ามือไปตามเรือนผมยาวของอีกฝ่ายผ่านผิวผ้าขนหนู ไล่ซับน้ำที่เกาะซึมอยู่ตามปลายปอยเส้นผมออก ออกแรงกดคลึงเล็กน้อยไปตามส่วนศีรษะสวยได้รูปของหล่อนอย่างระมัดระวังเบามือทะนุถนอม
“ฉันคิดได้แล้ว... ว่าจะทำยังกับชีวิตนี้...” ซูยองพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอยราบเรียบ ระหว่างที่ชีวอนกำลังขะมักเขม้นกับการไล่ซับเช็ดหยดน้ำชื้นออกจากเส้นผมยาวบนศีรษะของเธอ จนเส้นผมเริ่มแห้งหมาดแล้ว
เธอเงยดวงหน้าสวยขึ้นมาสบตากับเขาที่ยืนค้ำอยู่ทางด้านหลังเธอ ทำให้สองมือที่กำลังประคองผ้าซับเช็ดผมให้ต้องหยุดนิ่งค้างลง ...ชีวอนจ้องตอบดวงตาว่างเปล่านั้นกลับไปไม่ได้หลบสายตาหนีไปไหน
“เพราะมันเป็นชีวิตที่คุณมอบให้ฉันมา ฉันจะใช้ชีวิตที่ได้รับมาใหม่นี้ ...เพื่อคุณ” ริมฝีปากบางเรียวได้รูปขยับอ้าเปล่งเสียงแหลมเรียบเนิบนาบออกมาเหมือนเช่นเคย... แต่ชีวอนกลับรู้สึกเหมือนมันมีท่วงทำนองบางอย่างที่ใช้เพียงแค่หูสดับฟังไม่ได้แฝงมาด้วย
“ฉันจะใช้ชีวิตที่ได้นี้มาเพื่อคุณ ...ชีวอน”
กระแสเสียงเบาราบเรียบปานเสียงกระซิบ แต่กลับดังก้องในหัวของชีวอน ซูยองปิดเปลือกตาลง ก้มหน้ากลับไปหาแสงนวลไหวของเปลวไฟในเตาผิงไฟฟ้าเบื้องหน้าอีกครั้ง
ทิ้งให้ชีวอนยืนนิ่งค้าง... ในมือถือผ้าขนหนูผืนน้อยชื้นน้ำเอาไว้ในมือแข็งทื่อด้วยความสับสนต่อคำประโยคของหญิงสาวในห่อผ้าห่มผืนหนา
สนุกมากเลยค่ะ แต่งได้ดีมากเลย อยากอ่านต่อจังเลย
ReplyDeleteสงสัยว่าทำไม ซูยองถึงเป็นแบบนี้ มาถึงตอนแรกก็อึ้งเลย เปลือยกายให้ซีวอนซะงั้น???
อยากรู้ต่อจัง เรื่องน่าติดตามมากค่ะ ^^
โอ้ เพิ่งมาเจอ ภาฦษาดีมากเลยค่ะ อยากอ่านต่อจัง
ReplyDeleteแต่วอนใจแข็งเหมือนกันนะเนี่ย ถ้าจับผ้าห่มไม่ทันคงเตลิดเปิดเปิงกว่านี้